1.ความหมายของชุดนักเรียน
![]()
แฟชั่นชุดนักศึกษามีมาใหม่เรื่อยๆ โดยเฉพาะชุดนักศึกษาหญิงที่นับวันจะสั้นมากขึ้นและเสื้อก็มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ ซึ่งเป็นที่นิยมของนักศึกษาส่วนใหญ่เพราะ "อินเทรนด์" ดูเซ็กซี่ น่าดึงดูดใจ
ขณะเดียวกันมุมมองของครูอาจารย์ ผู้ปกครอง และผู้วิจารณ์ผ่านสื่อต่างๆ เห็นว่าแฟชั่นชุดนักศึกษาปัจจุบันออกจะโป๊และล่อแหลมต่อการถูกล่วงละเมิดทางเพศมากเกินไป จึงสมควรที่นักศึกษาซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ถูกคาดหวังในความเป็น "ปัญญาชน" จะต้องหันมาสำรวจตนเองอย่างจริงจัง และช่วยกันคิดหาทางปรับปรุงภาพลักษณ์ของตนก่อนที่สังคมจะผิดหวังมากไปกว่านี้
ในความเห็นของผู้เขียน "เครื่องแบบนักศึกษา" เมื่อสวมใส่แล้วจะต้อง present ภาพของปัญญาชนที่ดูสง่างามสุภาพเรียบร้อย ไม่ใช่ Present ความเซ็กซี่ หรือมุ่งโชว์สัดส่วนสรีระเพื่อดึงดูดเพศตรงข้าม หรือมุ่งใช้สรีระเพื่อความมุ่งหมายอื่นใด
แต่ปัจจุบันนี้อะไรๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปหมด นักศึกษาที่แต่งกายถูกระเบียบหาดูได้น้อยเต็มที ส่วนใหญ่จะแต่งตัวตามกระแสแฟชั่นที่กำลังมาแรง กระโปรงเอวต่ำสั้นจู๋แถมผ่าหน้าผ่าหลังและฟิตมากๆ
ส่วนเสื้อจากเดิมจะมีขนาดเล็กสุดเพียง SS (2 เอส) เท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้ลดขนาดลงมาเป็น SSS (3 เอส) เป็นแบบฟิตแนบตัวจนบางคนใส่แล้วเสื้อปริออกมาเลยทีเดียว แต่ก็กำลังเป็นที่นิยมกันจนกลายเป็น "แฟชั่นเสื้อปริ"
ที่จริงการใส่เสื้อฟิตเกินไปย่อมไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ เพราะจะทำให้รู้สึกอึดอัด หายใจไม่สะดวก และเป็นการทำตัวเองให้เป็น "เหยื่อ" ทางสายตาของเพศตรงข้ามโดยไม่รู้ว่าพวกผู้ชายที่จับจ้องเรานั้นคิดดีหรือคิดร้ายกับเรากันแน่
ถ้าโชคร้ายอาจถูกล่วงละเมิดทางเพศทั้งโดยสายตา คำพูดที่ดูถูก หรืออาจนำมาซึ่งการถูกข่มขืนอย่างที่เป็นข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์บ่อยๆ
ผู้เขียนกับเพื่อนๆ ในกลุ่มได้ลองสำรวจความคิดเห็นของเพื่อนนักศึกษาในตอนเรียนเดียวกัน จำนวน 120 คน เพื่อนำมาอภิปรายหน้าชั้นเรียน ผลสำรวจสรุปได้ดังนี้ 1.นักศึกษาร้อยละ 97 เห็นว่า แฟชั่นชุดนักศึกษาปัจจุบันไม่ได้ present ความเป็นนักศึกษาคือความสง่างาม ความมีระเบียบเรียบร้อย หรือความน่าเชื่อถือในลักษณะของผู้ใฝ่เรียนรู้ แต่เป็นการ present ความเซ็กซี่ดึงดูดเพศตรงข้าม โชว์สรีระ ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา เช่น การถูกลวนลามล่วงละเมิดทางเพศ ลดตัวเองเป็นวัตถุทางเพศทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ แม้กระทั่งทำให้ผู้ชายบางคนเข้ามาติดต่อซื้อบริการทางเพศเพียงเพราะเห็นนักศึกษาแต่งเครื่องแบบโป๊เปิดเผยจนเกินงาม ดังนั้น เพื่อรักษาภาพพจน์ความเป็นนักศึกษา จึงควรแต่งเครื่องแบบให้ถูกระเบียบตามที่แต่ละมหาวิทยาลัยกำหนด 2.นักศึกษาเพียงร้อยละ 3 เท่านั้นที่เห็นว่าแฟชั่นชุดนักศึกษาเป็นผลของความคิดสร้างสรรค์ตามยุคสมัยสังคม ควรเปิดกว้างยอมรับความเปลี่ยนแปลง ใครจะแต่งตัวโชว์ทรวดทรงก็เป็นสิทธิส่วนบุคคล ขึ้นอยู่กับความมั่นใจ ความพอใจของแต่ละคน ไม่ควรด่วนตัดสินว่าใครใส่ใจหรือไม่ใส่ใจการเรียน หรือเป็นคนดีไม่ดีเพียงเพราะมองจากการแต่งกาย อย่างไรก็ตาม ในการอภิปรายได้มีการตั้งข้อสังเกตว่าแม้นักศึกษาส่วนใหญ่ร้อยละ 97 ในตอนเรียนนี้จะเห็นว่าการแต่งชุดนักศึกษาตามกระแสแฟชั่นเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม แต่นักศึกษาในตอนเรียนนี้เกือบทุกคนก็แต่งตัวตามกระแสแฟชั่นทั้งนั้นเลย จึงเท่ากับว่าเหตุผลกับการกระทำหรือพฤติกรรมขัดแย้งกัน กล่าวคือเรามักมีเหตุผลอธิบายว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่ดีไม่เหมาะสม เพราะอย่างนั้นอย่างนี้ แต่การกระทำหรือพฤติกรรมของเราก็มักขัดแย้งกับเหตุผลของเราเอง เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น มีคำอธิบายที่ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงว่า ในสังคมที่ซับซ้อนเช่นปัจจุบันมีหลายเรื่องทีเดียวที่ "เหตุผลแพ้กระแส" เช่นเหตุผลบอกเราว่า ความฟุ่มเฟือยเป็นสิ่งที่ไม่ดี ความพอเพียงเป็นสิ่งที่ดี แต่ในชีวิตจริงเรามักจะต้านกระแสวัตถุนิยมบริโภคนิยมไม่ได้ เช่นเดียวกัน แม้เหตุผลจะบอกเราว่าแฟชั่นชุดนักศึกษาไม่เหมาะสมกับความเป็นนักศึกษา ล่อแหลมต่อการเกิดปัญหาต่างๆ มากมาย แต่กระแสที่มาแรงทำให้เราไม่อาจต้านได้ เพราะการตกกระแสหรือ "ตกเทรนด์" เป็นเรื่องที่วัยรุ่นยุคนี้ทำใจลำบาก แต่ในทรรศนะของผู้เขียน เมื่อเห็นปัญหาแล้วเราไม่ควรปล่อยปละละเลย ควรช่วยกันหาทางแก้ไข เช่น มหาวิทยาลัยต่างๆ ควรรณรงค์และเข้มงวดให้นักศึกษาลดเลิกการแต่งกายตามแฟชั่นที่ล่อแหลม นักศึกษาก็ควรคำนึงถึงศักดิ์ศรีของตนเอง นึกถึงหัวอกผู้ปกครอง และภาพลักษณ์ของสถาบันให้มากขึ้น การต้านกระแสอาจไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด หากเราปรับเปลี่ยนมุมมองใหม่ให้ถูกต้องว่า การใช้ชีวิตนักศึกษาไม่ควรหมกมุ่นอยู่กับเรื่องฉาบฉวยไปวันๆ แต่ควรให้เวลากับสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่า เช่น เรียนให้รู้จริงเพื่อนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้จริง สนใจเรียนรู้ปัญหาบ้านเมือง ห่วงใยสังคม ทำกิจกรรมต่างๆ ที่ฝึกจิตสำนึกเสียสละ เสริมสร้างการเรียนรู้และประสบการณ์เพื่อเป็นปัญญาชนที่มีคุณค่าของสังคมต่อไป แม้สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ต้องไม่ลืมว่านักศึกษาต้องพึ่งพางบประมาณของรัฐซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชน ดังนั้นนักศึกษาจึงไม่ควรทำตัวให้สังคมเอือมระอาหรือผิดหวังไปมากกว่านี้!
2.การเขียนเรียงความ
การเรียงความความหมายของเรียงความเรียงความ เป็นงานเขียน ร้อยแก้ว ชนิดหนึ่งที่ผู้เขียนมุ่งถ่ายทอดเรื่องราว ความรู้ ความคิด และทัศนคติในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ด้วยถ้อยคำสำนวนที่เรียบเรียงอย่างมีลำดับขั้นและสละสลวยองค์ประกอบของเรียงความมี ๓ ส่วนใหญ่ ๆ คือ
คำนำ
เป็นส่วนแรกของเรียงความ ทำหน้าที่เปิดประเด็น ดึงดูดความสนใจ พิถีพิถัน คำนึงถึงเรื่องที่ตนจะเขียน เน้นศิลปะในการใช้ภาษา
การเขียนคำนำ ควรยึดแนวทางต่อไปนี้
§ ไม่ยืดยาด เยิ่นเย้อ
§ ไม่ควรกล่าวถึงสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่อง
§ ไม่ควรซ้ำกับส่วนสรุปหรือความลงท้าย
§ อาจหาคำคม สำนวน สุภาษิต หรือบทกวีที่ไพเราะและเกี่ยวกับเนื้อเรื่องมาเป็นคำนำก็ได้
เนื้อเรื่อง
เป็นส่วนสำคัญและยาวที่สุดของเรียงความ ประกอบด้วย ความรู้ ความคิด และข้อมูลที่ผู้เขียนค้นคว้า และเรียบเรียงอย่างเป็นระบบ ระเบียบ การเขียนเนื้อเรื่องเป็นการขยายความในประเด็นต่าง ๆ ตามโครงเรื่องที่วางไว้ล่วงหน้าแล้ว ในการเขียนอาจมีการยกตัวอย่าง การอธิบาย การพรรณนา หรือยกโวหารต่าง ๆ มาประกอบด้วย โดยอาจจะมีย่อหน้าหลายย่อหน้าก็ได้
การเขียนเนื้อเรื่องควรยึดแนวทางต่อไปนี้
§ ความถูกต้อง แจ่มแจ้งสมบูรณ์ ผู้อ่านสามารถเข้าใจเจตนารมณ์ของผู้เขียนได้เป็นอย่างดี ซึ่งเรียกว่ามีสารัตถภาพ
§ ใจความสำคัญแต่ละย่อหน้า จะต้องมีเพียงใจความเดียว ไม่ออกนอกเรื่อง สับสน วกวน ซึ่งเรียกว่ามีเอกภาพ
§ เนื้อหาในแต่ละย่อหน้าจะต้องมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันโดยตลอด ย่อหน้าที่มาหลังจะต้องเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับย่อหน้าที่มาก่อน ซึ่งเรียกว่ามีสัมพันธภาพ
ที่มา : http://laddawandada.blogspot.com/2012/08/blog-post.html#!/2012/08/blog-post.html
3.มารยาทในสังคมไทย
มารยาท คือ การแสดงออกที่มีแบบแผนในการประพฤติปฏิบัติโดยได้รับการอบรมให้งดงามตามความนิยมแห่งสังคมมารยาท ไม่ได้ติดตัวมาแต่เกิด แต่ได้มาจากสิ่งแวดล้อม มีการศึกษา อบรมเป็นสำคัญ ดูกิริยา ฟังวาจาของคนแล้ว พอคาดได้ว่าผู้นั้นได้รับการศึกษาอบรมมาอย่างไรพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของมารยาท คือ ความสุภาพและสำรวม คนสุภาพจะเป็นคนที่มีจิตใจสูงเชื่อมั่นในตัวเอง เพราะคนที่มีอะไรในตัวเองแล้วจึงจะสุภาพอ่อนน้อมได้ ความสุภาพอ่อนน้อมมิได้เกิดจากความเกรงกลัวแต่ถือว่าเป็นความกล้า ส่วนความสำรวม คือ การเป็นคนมีสติ ไม่พูดไม่ทำอะไรที่เกินควร รู้จักการปฏิบัติที่พอเหมาะพองาม คิดดีแล้วจึงทำ คาดแล้วว่าการกระทำจะเป็นผลดีแก่ทุกฝ่าย มิใช่เฉพาะตัวคนเดียว มารยาทแสดงออกมาที่กิริยาท่าทางและการพูดจา อาศัยการบอกอย่างเดียวไม่ได้ ต้องฝึกเองจนเกิดขึ้นเป็นอัตโนมัติ คนดีมารยาทดีเท่ากันแต่อาจไม่เหมือนกัน เพราะคนมีบุคลิกภาพต่างกัน การแสดงออกย่อมต่างกันด้วย มีตัวร่วม คือ แสดงออกมาแล้วเป็นผลดีแก่ตัว เพราะทำให้ผู้อื่นพอใจด้วยรู้สึกว่าได้รับเกียรติ เมื่อให้เกียรติแก่ผู้อื่น ตนเองก็จะเป็นผู้มีเกียรติด้วย สังคมใดมีคนแสดงมารยาทดีต่อกัน สังคมนั้นเป็นสังคมของผู้มีเกียรติ ![]() การแต่งกายแสดงถึงขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรม แล้วยังแสดงถึงอุปนิสัยใจคอ จิตใจ รสนิยม ตลอดจนการศึกษาและฐานะของแต่ละบุคคลได้เป็นอย่างดี การแต่งกายของผู้ที่อยู่ในสังคมจึงเป็นสิ่งจำเป็นและมีหลักสำคัญที่ควรปฏิบัติ2 ดังนี้ 1. ความสะอาด ต้องเอาใส่เป็นพิเศษโดยเริ่มต้นด้วยเครื่องแต่งกาย ได้แก่ เสื้อผ้า ถุงเท้า รองเท้า เครื่องประดับ กระเป๋าถือ ต้องสะอาดหมด ใช้เครื่องสำอางค์แต่พอควรและร่างกาย ก็ต้องสะอาดทุกส่วนตั้งแต่ ผม ปาก ฟัน หน้าตา มือ แขน ลำตัว ขาและเท้าตลอดจนถึงเล็บ รวมไปถึงกลิ่นตัวที่ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ ต้องอาบน้ำฟอกสบู่ให้หมดกลิ่นตัว ถ้าทำได้ทุกส่วน ก็ถือว่าสะอาด 2. ความสุภาพเรียบร้อย คือ เครื่องแต่งกายนั้นต้องอยู่ในลักษณะสุภาพเรียบร้อย ไม่รุ่มร่ามหรือรัดตัวจนเกินไป ไม่ใช้สีฉูดฉาด ควรแต่งให้เข้ากับสังคมนั้น ความสุภาพเรียบร้อยนั้นรวมไปถึงอุปกรณ์เครื่องใช้ เครื่องประดับและการแต่งหน้าแต่งผมด้วย 3. ความถูกต้องกาลเทศะ การแต่งกายให้ถูกกาลเทศะ เป็นเรื่องสำคัญมาก ผู้มีมารยาทดีย่อมต้องเอาใจใส่ เพราะการแต่งกายให้ถูกกาลเทศะ หมายถึง การเลือกแต่งกายให้ถูกต้องเหมาะสมกับเวลายุคสมัยนิยมและสถานที่ ข้อควรปฏิบัติในการแต่งกาย 1. ให้เหมาะสมกับลักษณะงานที่จะไป เช่น งานมงคลก็ควรใส่สีสดใส งานอวมงคล ถ้าเป็นงาน..พก็ควรใส่สีดำ เป็นต้น 2. ให้เหมาะสมกับความสำคัญของงาน เช่น งานระหว่างเพื่อนฝูง งานรัฐพิธี ถ้าเป็นงาน..พ ก็ต้องดูว่าเป็นงาน..พทั่วไปหรืองาน..พพระราชพิธี 3. ให้เหมาะสมกับเวลา เช่น เป็นงานราตรีสโมสรหรืองานกลางคืนธรรมดา 4. ให้เหมาะสมกับฐานะและหน้าที่ เช่น เป็นครู เป็นนักร้อง เป็นหัวหน้า เป็นคนรับใช้ 5. ให้เหมาะสมกับวัย เช่น เป็นคนมีอายุก็ไม่ควรแต่งเป็นวัยรุ่นเกินไปเป็นเด็กก็ไม่ควรแต่งให้เป็นผู้ใหญ่เกินไป 6. ให้เหมาะสมกับยุคและสมัยนิยม ไม่นำสมัยเกินไปหรือล้าสมัยเกินไป 7. พึงแต่งกายให้สมเกียรติกับงานที่ได้รับเชิญ
ที่มา : http://www.baanmaha.com/community/thread24437.html
4.ต้นไม้มงคลประจำวันเกิด
ต้นไม้มงคลประจำวันอาทิตย์
โป๊ยเซียน จะเป็นพันธุ์ใดก็ได้แต่จะต้องมีดอกสีเหลือง หรือสีส้ม และจะเป็นมงคลอย่างยิ่งหากเป็นสีส้มหรือสีเหลืองในดอกเดียวกัน โป๊ยเซียนไม้แห่งโชคลาภจะนำโชคลาภมาให้กับผู้ปลูก
- โกศล เป็นไม้ที่ใบมีสีสันต่างๆ ทั้งเหลือง เขียว แดง ส้ม ซึ่งก็เป็นสีที่ถูกโฉลก คำว่าโกศลนั้นพ้องกับคำว่า กุศล จึงเชื่อว่า คือการสร้างบุญ คุณงามความดี ช่วยคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข - จำปา ถือเป็นต้นไม้ที่จะนำโชค และเหมาะสมกับคนเกิดวันอาทิตย์อย่างยิ่ง - ชบา ทั้งที่ดอกสีเหลือง และ สีส้ม ซึ่งจะทำให้บ้านดูสดใส - ราชพฤกษ์หรือคูน ด้วยดอกที่เป็นพวงระย้าสวยงาม และมีดอกสีเหลืองตัดกับสีของท้องฟ้าในฤดูร้อน จะทำให้บ้านดูสดใส และยังมีความเป็นมงคลทางด้านช่วยให้มีเกียรติและมีศักดิ์ศรี - กุหลาบ ควรเป็นกุหลาบดอกสีเหลือง หรือส้ม หากนำมาปลูกเลี้ยงไว้จะทำให้เกิดความสง่างาม ภาคภูมิ ต้นไม้มงคลประจำวันจันทร์ วาสนา ตามตำรามิได้ระบุไว้ว่าเป็นวาสนาพันธุ์ใด แต่ขึ้นชื่อว่าวาสนาแล้วนั้นให้คุณทั้งสิ้น วาสนาราชินี จะให้คุณทางด้านบุญที่สูงล้น มีโชควาสนา วาสนาอธิษฐาน เชื่อว่าจะทำให้เกิดความสุข สมหวัง ทำให้เกิดแรงบันดาลตามความปรารถนา - โกศล นั้นพ้องกับคำว่า กุศล จึงเชื่อว่า คือการสร้างบุญ คุณงามความดี ช่วยคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข - มะลิ ไม่ว่าจะเป็นมะละซ้อนหรือมะลิลา ก็เป็นสิริมงคลทางด้านทำให้คนในบ้านมีความบริสุทธิ์ มีความรักและความคิดถึงแก่บุคคลทั่วไป - ราตรี นอกจากจะมีกลิ่นหอมชื่นใจยังให้ความเป็นสิริมงคลดีมาก - มะม่วง นอกจากจะเก็บผลกินได้แล้ว ยังเชื่อว่าจะทำให้ผู้ปลูกร่ำรวยยิ่งขึ้นอีกด้วย - กวนอิม เชื่อกันว่าเมื่อปลูกกวนอิมในบ้านจะเกิดเป็นสิริมงคล นำผลให้มีฐานะดี เกิดความร่ำรวย - โป๊ยเซียน ควรเลือกปลูกที่ดอกสีขาว หรือสีเหลือง โป๊ยเซียนนั้นจะนำโชคลาภมาให้กับผู้ปลูก - จำปี หากนำมาปลูกในบ้านจะทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง การงานก้าวหน้า - พลูด่าง เป็นไม้ที่เจริญงอกงามง่าย ให้คุณทางด้านการเจริญงอกงามในชีวิต - แก้ว คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลุกต้นแก้วไว้จะทำให้คนในบ้านนั้นมีความดี มีความสูงค่า มีจิตใจแจ่มใสบริสุทธิ์ดุจแก้ว - มะละกอ มะยม เชื่อว่าสามารถป้องกันความถ่อย ถ้อยความ และผีร้าย แต่บางตำราว่าจะทำให้ผู้คนนิยมชมชอบ - บัวบก กระถิน ท่านว่าสามารถป้องกันเสนียดจัญไร ต้นไม้มงคลประจำวันอังคาร กุหลาบ ควรปลูกที่ดอกสีแดง หรือชมพู เพื่อก่อให้เกิดความเป็นมงคล เกิดความสุขความสบายใจ และมีความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต เกิดความสง่างาม ภาคภูมิ - โป๊ยเซียน เลือกที่ดอกสีแดงหรือชมพู จะช่วยให้มีความโชคดีในชีวิตเสมอ - อัญชัน เป็นไม้ประดับที่ให้คุณกับคนเกิดวันอังคารทางด้านความเป็นสิริมงคล - โกศล นั้นพ้องกับคำว่า กุศล จึงเชื่อว่า คือการสร้างบุญ คุณงามความดี ช่วยคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข - เข็ม ควรเป็นเข็มแดงหรือชมพู ปลูกต้นเข็มไว้ในบริเวณบ้านเชื่อว่าจะทำให้สมองปลอดโปร่ง เกิดความคิดความอ่านที่ดี ให้คุณโดยทั่วไปด้วย - ชบา ที่ถูกโฉลกต้องเป็นชบาสีแดงหรือชมพู ให้คุณด้านการงานเจริญก้าวหน้าไร้ปัญหาและอุปสรรค - พญายอ หากคนวันอังคารปลูกเลี้ยงไว้ท่านว่าจะทำให้ดำเนินชีวิตราบรื่นเป็นสุขสมบูรณ์ ต้นไม้มงคลประจำวันพุธ - กวนอิม เชื่อกันว่าเมื่อปลูกกวนอิมในบ้านจะเกิดเป็นสิริมงคล นำผลให้มีฐานะดี เกิดความร่ำรวย - วาสนา ชื่อก็เป็นสิริมงคลอยู่แล้ว หากปลูกร่วมกับต้นกวนอิมจะเหมาะสมอย่างยิ่ง ตามตำรามิได้ระบุไว้ว่าเป็นวาสนาพันธุ์ใด แต่ขึ้นชื่อว่าวาสนาแล้วนั้นให้คุณทั้งสิ้น วาสนาราชินี จะให้คุณทางด้านบุญที่สูงล้น มีโชควาสนา วาสนาอธิษฐาน เชื่อว่าจะทำให้เกิดความสุข สมหวัง ทำให้เกิดแรงบันดาลตามความปรารถนา - พลูด่าง เป็นไม้ที่เจริญงอกงามง่าย ให้คุณทางด้านการเจริญงอกงามในชีวิต - โป๊ยเซียน ควรเป็นโป๊ยเซียนที่มีดอกสีเหลือง จะต้องโฉลกกว่าสีอื่น ๆ โป๊ยเซียนนั้นจะนำโชคลาภมาให้กับผู้ปลูก - มะละกอ กล้วย ไม่ว่าจะเป็นกล้วยชนิดใด จะให้ผู้ปลูกร่มเย็นเป็นสุขกายสบายใจ - ราชพฤกษ์หรือคูน เป็นไม้ที่ให้ความสดใสแก่บ้าน ด้วยดอกที่เป็นพวงระย้าที่สวยงาม และสีเหลืองที่จะตัดกับสีของฟ้าในฤดูร้อน และยังมีความเป็นมงคลทางด้านช่วยให้มีเกียรติและมีศักดิ์ศรี - กุหลาบ หากเป็นสีเหลืองจะดีที่สุดสำหรับผู้ที่เกิดวันพุธ จะทำให้ประสบกับความสุขสมบูรณ์ในทุก ๆ ด้าน - โกศล นั้นพ้องกับคำว่า กุศล จึงเชื่อว่า คือการสร้างบุญ คุณงามความดี ช่วยคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข - ชบา ควรเลือกปลูกชบาที่ดอกสีเหลือง จะต้องโฉลกที่สุด ต้นไม้มงคลประจำวันพฤหัสบดี มะลิ ถือเป็นไม้มงคลที่สูงค่าจึงนิยมใช้บูชาพระ ไม่ว่าจะเป็นมะละซ้อนหรือมะลิลา ก็เป็นสิริมงคลทางด้านทำให้คนในบ้านมีความบริสุทธิ์ มีความรักและความคิดถึงแก่บุคคลทั่วไป - จำปี เป็นไม้มงคลอีกชนิดหนึ่งของผู้เกิดวันพฤหัสบดี หากนำมาปลูกในบ้านจะทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง การงานก้าวหน้า - ราตรี นอกจากจะมีกลิ่นหอมชื่นใจยังให้ความเป็นสิริมงคลดีมาก - พุด ไม่ว่าจะเป็นพุดชนิดใดจะส่งผลให้มีความเจริญ มั่นคง แข็งแรงสมบูรณ็ ทั้งสิ้น แต่ควรเป็นพุดชนิดที่ดอกสีขาว - กุหลาบ ควรเป็นดอกสีขาว หากนำมาปลูกเลี้ยงไว้จะทำให้เกิดความสง่างาม ภาคภูมิ - แก้ว ท่านว่าปลูกแล้วจะส่งผลให้คนในบ้านนั้นมีความดี มีความสูงค่า มีจิตใจแจ่มใสบริสุทธิ์ดุจแก้ว ต้นไม้มงคลประจำวันศุกร์ - กุหลาบ ควรเป็นกุหลาบแดง หรือชมพู หากนำมาปลูกเลี้ยงไว้จะทำให้เกิดความสง่างาม ภาคภูมิ - อัญชัน นั้นให้คุณด้านการประสบความสำเร็จในชีวิต - เข็ม หากปลูกเข็มไม่ว่าจะสีแดงหรือชมพูไว้ในบ้าน จะทำให้ชีวิตก้าวหน้าไปด้วยดี - ชบา เป็นไม้ที่เป็นสิริมงคลของคนเกิดวันศุกร์ จะสีแดงหรือชมพูก็ดีทั้งสิ้น - โกศล นั้นพ้องกับคำว่า กุศล จึงเชื่อว่า คือการสร้างบุญ คุณงามความดี ช่วยคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข - โป๊ยเซียน ควรปลูกที่ดอกสีแดงหรือชมพู โป๊ยเซียนนั้นจะนำโชคลาภมาให้กับผู้ปลูก ต้นไม้มงคลประจำวันเสาร์ - มะลิ ไม่ว่าจะเป็นมะละซ้อนหรือมะลิลา ก็เป็นสิริมงคลทางด้านทำให้คนในบ้านมีความบริสุทธิ์ มีความรักและความคิดถึงแก่บุคคลทั่วไป - กวนอิม เป็นไม้ที่ชื่อเป็นสิริมงคล ดังนั้นนอกจะเป็นมงคลแก่ผู้เกิดวันเสาร์แล้วยังส่งผลถึงบุคคลอื่นในครอบครัวด้วย เชื่อกันว่าเมื่อปลูกกวนอิมในบ้านจะเกิดเป็นสิริมงคล นำผลให้มีฐานะดี เกิดความร่ำรวย - ชมพู่ หากนำมาปลูกในบ้านจะทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง การงานก้าวหน้า - จำปา ถือเป็นต้นไม้ที่จะนำโชค และเหมาะสมกับคนเกิดวันเสาร์อย่างยิ่ง - ราชพฤกษ์หรือคูน ด้วยดอกที่เป็นพวงระย้าที่สวยงาม และสีเหลืองที่จะตัดกับสีของฟ้าในฤดูร้อน จะทำให้บ้านดูสดใส และยังมีความเป็นมงคลทางด้านช่วยให้มีเกียรติและมีศักดิ์ศรี - มะม่วง นอกจากจะเก็บผลกินได้แล้ว ยังเชื่อว่าจะทำให้ผู้ปลูกร่ำรวยยิ่งขึ้นอีกด้วย
5.การทำความสะอาดคอมพิวเตอร์
ขั้นตอนที่ 1: ทำความสะอาดคีย์บอร์ดอาทิตย์ละครั้ง สำหรับบนโต๊ะทำงานคนส่วนใหญ่จะทำความสะอาดก็เฉพาะโต๊ะกับคีย์บอร์ดเท่านั้น เพื่อเป็นการกำจัดเชื้อโรคให้หมดไปจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ ควรทำความสะอาดคีย์บอร์ดก่อนเป็นอย่างแรกสักอาทิตย์ละครั้ง โดยการถือคีย์บอร์ดไว้ในลักษณะคว่ำและเขย่าเบาๆ เพื่อให้เศษผงเล็กๆ หล่นออกให้หมด จากนั้นใช้กระบอกลมเป่าให้ฝุ่นออกมาแต่ละช่องของคีย์บอร์ด ขั้นตอนนี้จะช่วยยืดอายุการใช้งานของคีย์บอร์ดและช่วยรักษาสภาพให้ดูใหม่ อยู่เสมอ และอย่าลืมเป่าฝุ่นที่ตัวเมาส์ด้วย นอกจากคีย์บอร์ดแล้ว จอมอนิเตอร์ก็จำเป็นที่จะต้องทำความสะอาดด้วยโดยการใช้ผ้าแบบไมโครไฟเบอร์ หรือผ้าที่ทำความสะอาดแว่นตาก็ได้ หลีกเลี่ยงน้ำยาทำความสะอาดที่ไม่ได้ใช้กับหน้าจอ LCD โดยเฉพาะน้ำ ขั้นตอนที่ 2: ทำความสะอาดพัดลมเดือนละครั้ง ตัวเคสของคอมพิวเตอร์ มักมีฝุ่นที่ขึ้นตามพัดลมทั้งพัดลมที่อยู่ที่เคส, power supply, CPU, GPU ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องทำงานช้าลงได้โดยอัตโนมัติ ดังนั้นควรทำความสะอาดพัดลมในตัวพีซีเดือนละครั้ง โดยการถอดเคสออกและปัดฝุ่นที่พบอยู่บนช่องระบายอากาศ และใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดใบพัด ฝุ่นละอองเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะเป็นคราบฝังลึกที่ตัวพัดลมและเคสเท่านั้น แต่อาจทำให้พัดลมเกิดความเสียหายได้อีกด้วย ขั้นตอนที่ 3: เปิดให้อากาศถ่ายเทสะดวกปีละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือออฟฟิตที่สะอาดที่สุด ก็ยังคงมีฝุ่นอยู่ตามพีซีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งพวกสายเคเบิลและสายไฟที่อยู่ในตัวเคสแล้วยิ่งเป็นที่สะสมฝุ่นละอองได้เป็นอย่างดี ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะเปิดเคสเพื่อทำความสะอาดให้มีอากาศถ่ายเทบ้าง ถอดสายเคเบิลต่างๆออกจากตัวเคสแล้วนำเคสออกมา ต้องแน่ใจว่าได้ปิดเครื่องและถอดปลั๊กออกแล้ว จากนั้นใช้อุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ เช่น ผ้า หรือที่ปัดฝุ่น ปัดฝุ่นออก หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องดูดฝุ่นเป็นอันขาด เพราะอาจทำให้เกิดไฟฟ้าสถิตได้ซึ่งเป็นอันตรายมาก ขั้นตอนที่ 4: จับด้วยความระมัดระวัง High-end PCs มีการเดินสายและเชื่อมต่อสายเคเบิลอย่างเป็นระเบียบ ให้ทำการยกสายให้อยู่พ้นจากพื้นเพื่อที่จะสามารถทำความสะอาดได้ง่าย โดยการมัดสายเคเบิลรวมกันด้วยความระมัดระวัง และมองหาพื้นที่ที่จะวาง (ส่วนใหญ่วางไว้ด้านหน้าเคส) จากนั้นย้ายสายเคเบิลต่างๆ ออกให้พ้นจากพื้นที่ที่จะทำความสะอาด และให้มั่นใจว่าจะไม่ขวางทางพัดลม CPU และ GPU จากนั้นก็ทำความสะอาดได้ ขั้นตอนง่ายๆ เพียงเท่านี้คุณก็สามารถทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณสะอาดได้ทั้งภายในและภายนอก แล้ว และยังช่วยให้ยืดอายุการใช้งานไปได้อีกนานแถมยังทำให้เครื่องดูใหม่อยู่เสมอด้วย |


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น